ร้านชาบูชาบูนางใน อร่อยตำรับชาววัง


สุดสัปดาห์ฉบับนี้ขอพาลัดเลาะไปยังย่านดังเรื่องของอาหารการกินอีกย่านหนึ่งซึ่งหากเอ่ยชื่อแล้ว หลายท่านคงจะร้องอ๋อ ซึ่งย่านที่สุดสัปดาห์พูดถึงนี้ก็คือ หลังมหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นถนนแห่งอาหารอีกเส้นหนึ่งที่สามารถเข้าออกได้จากหลายเส้นทาง เมื่อเราลัดเลาะเข้ามาทางหมู่บ้านเสรี 1 แหล่งรวมร้านอาหารเก๋ๆสไตล์ House Restaurant ที่เจ้าของร้านได้ดัดแปลงบ้านพักอาศัยเป็นร้านอาหารอบอุ่นน่านั่งหลายร้านให้คุณต้องลังเลใจเมื่อขับรถเข้ามา เพราะสองข้างทางนั้นเต็มไปด้วยร้านอาหารนานาชนิดจนเลือกไม่ถูกว่าจะนั่งร้านไหนดี ทุกร้านล้วนมีเอกลักษณ์ทั้งการตกแต่งและเมนูรสเลิศต่างสไตล์ แต่วันนี้สุดสัปดาห์คงต้องขอยกใจไปจองโต๊ะร้าน “ชาบู ชาบู นางใน” ที่ตั้งสุดถนนหลักของหมู่บ้านเสรี 1 เจ้าของสูตรชาบู ชาบู รสชาติจัดจ้านและกลมกล่อมตำรับอาหารไทยชาววัง ส่วนทีเด็ดจะมีอะไรนั้นต้องขอเข้าไปชิมดูก่อนจึงค่อยตัดสินใจว่า แซ่บถึงใจแบบไทยหรือกลมกล่อมแบบญี่ปุ่นกันแน่


เมื่อเดินเข้ามาบริเวณหน้าบ้านก็พบกับสนามหญ้าเขียวๆและโต๊ะสนามสีขาวน่านั่งที่รอต้อนรับผู้มาเยือน บรรดาน้องๆพนักงานก็พาเราไปเลือกที่นั่ง ภายในบ้านนั้นที่ตกแต่งบรรยากาศได้อบอุ่นเป็นกันเองด้วยการเลือกนำโต๊ะ ตู้ และภาพเขียนที่ดูสบายตา เรียบง่ายมาประกอบกัน ซึ่งลูกค้าจะเลือกนั่งเย็นสบายรับลมตามธรรมชาติแบบ Open Air ที่สนาม หรือจะเลือกนั่งสังสรรค์ในห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำในบ้านก็ได้ เมื่อเราพบกับพี่วันเลิศเจ้าของร้าน ก็ได้เปิดเผยที่มาของชื่อร้านว่าทำไมจึงชื่อ “ชาบู ชาบู นางใน” มีความหมายหรือเกี่ยวข้องอย่างไรกับนางในพระราชสำนักสไตล์เกาหลีอย่างแดจังกึมหรือไม่ พี่วันเลิศได้เฉลยให้เราฟังว่า ได้รับภาพเขียนสีปาสเทลมาจากเพื่อนท่านหนึ่งคือคุณหทัย บุนนาค เธฮได้วาดภาพนางในราชสำนักไทยและตั้งชื่อภาพนั้นว่า “นางใน” และประกอบกับเมนูเด่นของที่นี่มีทั้งชาบู ชาบู ที่เน้นรสชาติจัดจ้านแบบไทยๆ ก๋วยเตี๋ยวลาวสูตรคุณวันเลิศที่หอมกะปิกลมกล่อม ข้าวมันส้มตำและขนมไทยโบราณตำรับชาววังหลายรายการ จึงนำชื่อภาพเขียนภาพนั้นมาตั้งเป็นชื่อร้านเพื่อสื่อถึงรสชาติความเป็นไทยให้ผู้คนทั่วไปได้ทราบแม้จะเป็นอาหารสไตล์ญี่ปุ่นก็ตาม


มาเข้าสู่ไฮไลท์ของร้านซึ่งก็คือชาบู ชาบู กันบ้างว่ามีทีเด็ดอย่างไร เริ่มจากความสดใหม่ของเครื่องชาบู ชาบู เนื้อหมูปลอดสารสไลด์บางๆ ทั้งสันคอ และสันนอกไร้มันแต่นุ่มชุ่มลิ้น เบคอนสดสีชมพูอ่อน ชุดทะเลรวมที่มีปลาหมึก กุ้ง ลูกชิ้นโฮมเมคและเนื้อวัวส่วนน่องที่มาพร้อมกับชุดผักรวมเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ผักบุ้ง ผักกาด เห็ดเข็มทอง ข้าวโพดหวาน แถมด้วยวุ้นเส้นและเต้าหู้ไข่เหลืองนวล สามารถเลือกสั่งทานเป็นชุด จานเนื้อ จานทะเลคู่กับชุดผักรวม หรือสั่งเป็นบุฟเฟ่ต์ ราคา 299 บาทที่นั่งทานได้ไม่อั้นตั้งแต่หกโมงเย็นเป็นต้นไป เพราะพี่วันเลิศเน้นว่า “เราจะไม่ไล่ลูกค้า แต่เราจะให้ลูกค้าได้นั่งสังสรรค์เหมือนอยู่ที่บ้าน” ซึ่งถือเป็นจุดขายของร้าน ชาบู ชาบู นางใน ที่เน้นที่บรรยากาศเป็นกันเองและไม่ต้องกังวลเรื่องเวลา


เทคนิคการทานชาบู ชาบู ให้อร่อยนั้นต้องทานแบบ “จิ้มจุ่ม” คือเมื่อน้ำเดือดแล้วจุ่มเพียง 5-6 วินาทีก็สามารถทานได้เลยเนื้อจะนุ่มกำลังดีและมีรสหวานตามธรรมชาติ สิ่งที่ช่วยเพิ่มรสชาติอีกอย่างหนึ่งของ ชาบู ชาบูถ้วยนี้คือสารพัดเครื่องจิ้ม ทั้งน้ำจิ้มแบบญี่ปุ่นที่มีรสเปรี้ยวอมหวานเป็นพื้นฐานแต่ปรุงแต่งรสให้เป็นไทยด้วย พริกขี้หนูสด น้ำมะนาว ต้มหอมซอย กระเทียมสับ เต้าหู้ยี้และงาคั่วบด หัวไชเท้าบดละเอียดที่สามารถเลือกปรุงรสตามใจชอบ จะเลือกรสหวานอมเปรี้ยว หรือปรุงให้แซ่บอย่างไรได้ตามสบาย และทีเด็ดเคล็ดลับของชาบู ชาบู ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “น้ำซุป” ที่นี่จะเลือกกระดูกสันหลังหมูหรือ “เล้ง” ในภาษาจีน ที่มีความหวานมาเคี่ยวจนใสและแต่งรสด้วยซ้อสถั่วเหลือง ไม่ใส่น้ำตาลหรือผงชูรสใดใด เมื่อนำมาต้มรวมกับผักจึงได้ความกลมกล่อมจากส่วนผสมของธรรมชาติ ที่ยิ่งเคี่ยวนานรสชาติยิ่งหวานรสผักและน้ำต้มกระดูกเข้มข้น นอกจากชาบูชาบูแล้วขอแนะนำอาหารตำรับชาววังที่หาทานได้ยากคือ “ข้าวมันส้มตำ” ซึ่งส้มตำนี้ไม่ได้ใส่เครื่องส้มตำเหมือนที่เราทานกันแต่จะใส่เพียงกุ้งแห้งป่นโรยหน้าเท่านั้น ทานคู่กับข้าวหอมมะลิที่หุงด้วยน้ำกะทิแกล้มด้วยใบชะพลูรสจัดตัดความหวานเลี่ยนได้เป็นอย่างดี และนอกจากอาหารคาวตำรับชาววังแล้วขอเสิร์ฟของหวานตามติดด้วย สละลอยแก้ว แป๊ะก๊วยนมสด ลูกตาลลอยแก้วตามฤดูกาล และโฮมเมคเมนูเช่น บลูเบอรรี่ชีสพายเสริฟมาในถ้วยเล็กๆเปรี้ยวหวานกำลังดี ข้าวเม่าหมี่ ขนมกลีบลำดวนหอมควันเทียน ให้ลูกค้าซื้อติดไม้ติดมือเป็นของฝากได้อีกด้วย


ร้านชาบู ชาบู นางใน เปิดขายตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่มครึ่งทุกวันเว้นวันอังคาร โดยมื้อเที่ยงนั้นให้บริการอาหารจานด่วน ก๋วยเตี๋ยวลาว และข้าวมันส้มตำโบราณ ส่วนช่วงเย็นจึงเปิดให้บริการชาบู ชาบู นอกจากนี้ยังรับจองโต๊ะเพื่อจัดเลี้ยงสังสรรค์ให้ได้ปิดบ้านปาร์ตี้กันแบบส่วนตัวได้ทั้งหมู่คณะสามารถเดินทางได้ทั้งจากซอยรามคำแหง 24 เข้าสู่ถนนหลักของหมู่บ้านเสรี 1 จะเห็นบ้านอยู่ทางซ้ายมือตรงมุมสุดถนนพอดี และหากมาจากทางพระรามเก้า เข้าซอยโกลเด้นเพลสตัดเข้าหมู่บ้านเสรี 2 ขับเรื่อยมาก่อนเลี้ยวเข้าหมู่บ้านเสรี 1 จะเจอร้าน “ชาบู ชาบู นางใน” ก่อนเลี้ยวเข้าซอย หรือโทรมาสอบถามและสั่งจองล่วงหน้าได้ที่เบอร์ 02- 9316509



10ร้านอาหารอร่อยบรรยากาศดีรอบกรุง

รวม 10 ร้านอาหารโรแมนติกสุดฮิปเพื่อคุณและคนรักจะได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษในวันพิเศษร่วมกัน

อันดับแรกเริ่มจากร้านหรูหรา “Sirocco” ร้านอาหารกลางแจ้งที่สูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนชั้น 63 ของเดอะโดม โรงแรม เลอบัว แอท สเตท ทาวเวอร์ (Lebua at State Tower) และยังเป็นร้านอาหารติดอันดับสุดยอดร้านอาหารในกรุงเทพฯ แถมยังได้รับรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมที่มีทัศนียภาพอันน่าทึ่ง เพราะนอกจากจะได้เห็นบรรยากาศของเมืองกรุงเทพมหานครอันศิวิไลซ์แล้ว คุณยังได้ยลสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาไปด้วยพร้อมกัน ลองไปลิ้มลองเมนูพิเศษ “Winter Tasting Menu” และดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนที่สุดแสนโรแมนติกดูสักครั้ง ที่นี่เปิดให้บริการเวลา 18.00 -1.00 น.สำรองที่นั่งโทร. 0-2624-9999



อันดับที่ 2 คือ “บุรีธารา” หรือ “เมืองแห่งน้ำ” ร้านอาหารริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนนพระราม 3 ที่ตั้งอยู่ใกล้กับจตุจักร พระราม 3 ได้ซ่อนบรรยากาศรีสอร์ททันสมัยแบบ Pub & Restaurant ของร้านอาหารนานาชาติ ให้เลือกนั่งรับประทานอาหารได้หลากหลายมุม มีทั้งมุมโต๊ะริมน้ำ และมุมโซฟาหนานุ่มสำหรับนั่งเฮฮาปาร์ตี้ เพลิดเพลินกับวงดนตรีสดริมน้ำยามค่ำคืน บุรีธาราให้บริการอาหารไทยและอาหารทะเลรสชาติล้ำด้วยเมนูแปลกใหม่ เช่น ปลาตาเดียวทอดตระไคร้ ปูผัดพริกเกลือ พร้อมค็อกเทลหวานละมุนสูตรเฉพาะอย่าง “บุรีธารา” เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ต้องการเครื่องดื่มบางเบาเพื่อคลายเครียดหลังเลิกงาน เปิดให้บริการเวลา 17.00 - 01.00 น. สำรองที่นั่งโทร.02-682-9457-9



อันดับที่ 3 หากเราขับรถลัดเลาะมาตามถนนอักษะย่านพุทธมณฑล ก็จะพบกับร้านอาหาร “บ้านน้ำเคียงดิน” ที่มีตัวอาคารเก๋ไก๋ให้สีสันจัดจ้าน โดยมีรั้วสีขาวกั้นอาณาบริเวณของร้านให้ดูเป็นฟาร์มยุโรปแถบชนบท แล้วแซมทุกมุมของร้านด้วยสวนดอกไม้เล็กๆ ที่เห็นแล้วคงต้องยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศและความน่ารักของร้านนี้กันสักหน่อย บ้านน้ำเคียงดินให้บริการทั้งอาหารไทยและยุโรป เมนูที่แทบทุกโต๊ะจะต้องสั่งก็คือ ขาหมูทอดและซี่โครงหมูอบกาแฟ แถมด้วยของหวานยอดนิยมอีกหนึงอย่างก็คือกล้วยหอมทอดทานคู่กับไอศครีม 2เปิดให้บริการเวลา 16.00 น. - 23.00 น. สำรองที่นั่งโทร.0-2441-3837




เมื่อได้สัมผัสบรรยากาศที่สูงเสียดฟ้า หรือประชิดติดริมแม่น้ำเจ้าพระยากันไปแล้ว ขอนำเสนอความโรแมนติกในบรรยากาศรีสอร์ทใจกลางเมืองกันบ้าง กับร้านอาหารอันดับที่ 4 “Season Changes” ในซอยรัชดาภิเษก 18 ด้วยบรรยากาศ Modern Tropical ที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้และสวนน้ำ ที่มีทั้งโซน Open Air บริเวณสนามด้านนอก และในเรือนกระจกสูงโปร่งโล่ง หากต้องการความเงียบสงบกลางเมืองกรุงฯ ขอแนะนำร้าน Season Changes แห่งนี้ ส่วนเมนูอาหารก็มีไว้บริการหลากหลายสไตล์ ทั้งไทยและเทศโดยเฉพาะอาหารชวนชิม ได้แก่ ฉู่ฉี่ปลาแซลมอนทอด หรือกุ้งพันเบคอน เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 18.00 น. – 01.00 น. สำรองที่นั่งโทร.0-2277-9189



อันดับที่ 5 ร้านอาหาร “Al Majlis” (อ่านว่าอัลล์ มาฮ์จิส) ตกแต่งภายในด้วยสไตล์โมร็อคโค มีทั้งโซฟาหนานุ่มไว้ให้นั่งสบายๆ ส่วนบริเวณด้านนอกจัดตกแต่งเป็นสวนสวยให้คุณสามารถรื่นรมย์ไปกับเพลงคลาสสิก พร้อมอาหารที่มีหลายหลากเมนูให้เลือก นอกจากนี้ยังมี Day Bed แบบ Bean Bag ให้นอนเล่นเอนกายหลังสังสรรค์กับคนที่คุณรักได้อย่างสบายอารมณ์ ที่นี่มีเมนูอาหารแบบโมร็อคโคและชาสไตล์อังกฤษแท้ๆ ร้านตั้งอยู่ในประดู่สปา คลับ เอกมัย ซอย 12 เปิดบริการตั้งแต่เวลา 16.30 น. – 01.00 น. สำรองที่นั่งโทร.0-2392-2345

อันดับที่ 6 ขอแนะนำร้านอาหารสไตล์หวานอบอุ่น “The Reflections” ที่แต่เดิมนั้นเคยเป็นตึกสีชมพูฉูดฉาดที่เราคุ้นเคยถูกปรับแต่งเป็นบ้านสีหวานพาสเทลที่มีหลายมุมให้เลือกนั่งดื่มด่ำบรรยากาศกับคนที่คุณรักในแบบสบายๆ รอต้อนรับคุณด้วยเมนูเด็ดหลากรสอย่าง ยำเห็ดออรินจิ แกงเหลืองปูไข่ และปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย The Reflections แห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยอารีย์ 3 ห่างจากถนนใหญ่เพียง 100 เมตรเท่านั้น เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – 14.00 น. และ 16.00 น. - 24.00 น. สำรองที่นั่งโทร.0-2270-3341 พิเศษสำหรับผู้อ่าน เพียงนำนิตยสารหน้านี้ไปแสดงรับส่วนลดค่าอาหารทันที 10 % เฉพาะเงินสด ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553


อันดับ 7 หากคู่รักคู่ใดอยากเปลี่ยนบรรยากาศแบบไทยเดิมๆ ลองแวะมาชิมอาหารในบรรยากาศสไตล์บาหลีโมเดิร์นในกรุงเทพฯ กันบ้างกับร้านอาหาร “Take a View” ด้วยบรรยากาศบ้านอบอุ่นริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ซ่อนตัวอยู่เชิงสะพานพระราม 8ทำให้สามารถมองเห็นสะพานพระราม 8 ที่สวยงามได้ชัดเจนในยามค่ำคืน นอกจากนี้คุณยังเพลิดเพลินกับการได้ลิ้มรสชาติอาหารไทยรสจัดจ้านสไตล์กับแกล้มที่คุณไม่ควรพลาด อย่างเช่น ปลาช่อนเทคอะวิว ปลาดุกฟูผัดขี้เมา หรือแซ่บถึงรสมะนาวด้วยต้มแซ่บกระดูกอ่อนหม้อไฟ เปิดบริการตั้งแต่เวลา 17.30 น. - 24.00 น. สำรองที่นั่งโทร.0-2433-8262-3


อันดับ 8 Lampada ร้านอาหารบูทีคสไตล์อิตาลี ใจกลางย่านร้านอาหารอร่อย ทองหล่อซอย 5 แฝงตัวอยู่ในร้านขายโคมไฟแบรนด์แลมปาด้า บรรยากาศการตกแต่งจึงอิงไปกับคอนเซปท์ของแบรนด์แลมปาด้าที่เน้นสไตล์ย้อนยุคโบราณ ซึ่งตัวร้านอาหารเองนั้นตั้งอยู่บนชั้นลอยของร้าน มีที่นั่งให้บริการเพียง 5-6 โต๊ะเพื่อให้ความรู้สึกส่วนตัวแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ ด้านอาหารเน้นอาหารยุโรป เหมาะสำหรับจิบชายามบ่าย นัดทานอาหารเย็นในวันพิเศษ หรือสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อน นอกจากอิ่มอร่อยแล้วยังเลือกซื้อโคมไฟสวยๆ กลับบ้านได้อีกด้วย เรียกได้ว่ามาที่เดียวได้ครบทั้งกินและช็อป เมนูที่แนะนำให้ลองรับประทานคือ สปาเก็ตตี้ซอสทะเลโรยชีส และปอเปี๊ยะเห็ดทรงเครื่องเพื่อสุขภาพ เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 น. - 18.00 น. สำรองที่นั่งโทร.0-2712-6041 พิเศษสำหรับผู้อ่าน เพียงนำนิตยสารหน้านี้ไปแสดงรับส่วนลดค่าอาหารเซ็ตเมนูพิเศษ มา 4 จ่าย 3 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2553


อันดับ 9 เมื่อลัดเลาะเข้าสู่ถนนถนนเกษร –นวมินทร์ หรือถนนแห่งร้านอาหารสไตล์ Pub & Restaurant ก็ต้องสะดุดตากับร้าน “ลานผ้า”หรือ “The Fabric” ที่มีคอนเซ็ปท์การตกแต่งแบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยผ้าทอสีสดใสประดับประดาคล้ายงานเทศกาลทางเหนือของบ้านเรา ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับสถานที่ได้อย่างลงตัว เสมือนว่าเราได้เข้ามาทัศนางานศิลปะจากผืนผ้าและเพลิดเพลินไปกับสีสันที่เด่นสะดุดตา อิ่มเอมกับเมนูพิเศษปลากระพงทอดสมุนไพร หรือหมึกแดดเดียวทอดจานเด็ด และเติมความหวานให้ชุมฉ่ำหัวใจด้วยช็อคโกแล็ตฟัดจ์ เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 17.00 น. - 24.00 น. สำรองที่นั่งโทร.0-2943-8807


และปิดท้ายอันดับ 10 ด้วย “Sea Time” ร้านอาหารที่ยกทะเลมาไว้บนบกด้วยสระน้ำสีฟ้าสดใสแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนราชพฤกษ์ช่วงระหว่างถนนเพชรเกษมกับซอยจรัญสนิทวงศ์ 13 ที่จำลองบรรยากาศทะเลให้ลูกค้าที่มานั่งทานอาหารถูกแวดล้อมด้วยสายน้ำที่ทอดยาวและเกาะแก่งน้อยใหญ่ ที่บางเกาะมีนักดนตรีบรรเลงเพลงแจ๊สเพลงอะคูสติกมาบรรเลงให้ฟังสดๆ เข้ากับบรรยากาศเกาะสวรรค์อีกด้วย นอกจากบรรยากาศน่ารักสดใสแล้วรสชาติอาหารก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักชิมควรไปลิ้มลอง โดยเน้นอาหารไทยรสชาติจัดจ้าน เช่น ต้มแซ่บเอ็นแก้ว หรือถึงเครื่องกับหอยหลอดผัดฉ่า พร้อมห้องคาราโอเกะไว้บริการ ตั้งแต่เวลา 17.00 – 01.00 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.0-2868-6808

สุดยอดโรตี ลาดพร้าว วังหิน31


อากาศดีๆแบบนี้ หากนึกถึงของทานเล่นยามเย็นที่ใครหลายๆคนชื่นชอบ คงต้องมีหลายคนที่นึกถึง โรตี แน่ๆ ซึ่งโรตีนั้นเป็นอาหารคาวหวานทานเล่นที่มีขายกันอยู่ทั่วไปและมีมากมายหลายสูตร หาทานได้ง่ายตามตลาดโต้รุ่ง และรถเข็น ในตรอกซอกซอยต่างๆ สุดสัปดาห์ฉบับนี้จะพาทุกท่านไปชิม โรตี เจ้าอร่อยชื่อดังย่านลาดพร้าว – วังหิน ชื่อร้าน “ โรตี ลาดพร้าว – วังหิน 31 “ บางท่านที่กลัวอ้วนก็คงต้องทำใจกันสักหน่อย ที่จะหักห้ามใจไม่ให้เคลิบเคลิ้มไปกับการพาชิมในครั้งนี้ พิกัดของร้านนี้นั้นเด่นชัดสะดุดตาเลยทีเดียว เพราะอยู่บริเวณปากซอย ลาดพร้าว - วังหิน 31 นั่นเอง

เมื่อเดินมาถึงหน้าร้านแล้ว อย่ารอช้า เพราะความอร่อยที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมกับคิวลูกค้าที่เริ่มมารอชิมกันอย่างคึกคัก ได้กลิ่นนมเนยหอมเตะจมูกมาแต่ไกล เราเห็นลูกค้าบางท่านมีการจดเมนูเพื่อจองคิวด้วยกระดานไวท์บอร์ดอันเล็กๆมีเชือกห้อยเป็นพวงอยู่แล้ว 4-5 กระดาน บางคนก็เพิ่งจะได้รับโรตีที่ใส่กล่องเรียบร้อยหอบกลับบ้านไปคนละ 4-5 กล่อง เมื่อเห็นผู้คนมาคอยกันขนาดนี้ ทำให้เราต้องขอไปเลียบๆเคียงๆสอบถาม “พี่ดา” หรือ คุณวนิดา สิงห์คำ เจ้าของที่มาของความอร่อยกันสักหน่อยว่า โรตีของเธอนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรและทำไมถึงได้มีผู้คนมาห้อมล้อมเธอหน้าเตากันอย่างไม่ขาดสาย

พี่ดาเจ้าของร้านคนนี้ มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ และเปิดขายโรตีตั้งแต่ยังเป็นรถเข็น ตั้งแต่ลูกสาวของเธอยังไม่เกิด และได้ขยายกิจการ กลายเป็นห้องแถว 1 คูหาอยู่บริเวณหน้าปากซอยลาดพร้าว – วังหิน ขายโรตีมาได้ 25 ปีแล้ว จนลูกสาวของเธอโตเป็นสาวพอดี

ร้านเล็กๆแห่งนี้อัดแน่นไปด้วยเมนูความอร่อยและลูกค้ามากหน้าหลายตา ทั้งเจ้าประจำและลูกค้าที่ผ่านไปมา บางคนนั้นตั้งใจแวะมาจากต่างจังหวัดก็มี หน้าร้านจะมีเตาและกระทะขนาดใหญ่ ภายในร้านมีโต๊ะ 5-6 โต๊ะตกแต่งแบบเรียบง่ายเพื่อให้ลูกค้ามานั่งทานหรือจะซื้อกลับไปทานที่บ้านก็ได้ ลูกค้าบางคนก็นั่งทานพร้อมรอใส่กล่องกลับบ้านไปพร้อมๆกัน เลยก็มี

ซึ่งแต่ละเมนูนั้นพี่ดาคิดและทำเองทุกขั้นตอน ทั้งชิมและพัฒนาโรตีจนได้สูตรอร่อย ตั้งแต่การนวดแป้ง ตระเตรียมไส้ต่างๆของโรตี เริ่มตั้งแต่แป้งโรตีนั้น ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามใจชอบ ว่าชอบแบบ “บางกรอบ” หรือว่าชอบแบบ “หนานุ่ม” คล้ายกับเวลาที่คุณสั่งพิซซ่า จากนั้นก็จะนำลงไปทอดในน้ำมันเดือดๆจนท่วมแป้งและขึ้นฟูตามความกรอบ มีทั้งแบบธรรมดา หรือแบบมีไส้ ส่วนใส้นั้นก็จะมี ไข่, ข้าวโพด, เผือก ลูกค้าจะสั่งให้ใส่ผสมกันกี่แบบก็ได้ สนนราคาเริ่มต้นที่อันละ 10 บาทไปจนถึง 35 บาท ซึ่งเคล็ดลับจะอยู่ที่การโรยเนยร้อนเป็นการปิดท้ายก่อนเสิร์ฟไม่นำไปทอดรวมกับแป้งเหมือนกับร้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มความหอมกรุ่นให้กับโรตี

เมนูยอดนิยม 3 เมนูที่ลูกค้าส่วนใหญ่ชื่นชอบและนิยมสั่งกันก็คือ โรตีไข่ ข้าวโพด ซึ่งพี่ดาตอกไข่ คลุกเคล้ารวมกับ ข้าวโพด และราดลงบนแป้งที่กำลังทอดขึ้นฟู ทอดในน้ำมันร้อนๆจนกรอบเกรียมกำลังดีแล้วก็ยกขึ้นตัดฉับๆจากนั้นโรยน้ำตาล นม เนย เป็นอันเสร็จ

และเมนูต่อมาได้แก่ โรตีเผือก คราวนี้ไส้คือ เผือกแก่จัดซอยเป็นเส้นบางๆทอดในน้ำมันร้อนๆจนขึ้นฟูกรอบ โรยน้ำตาล นม เนย เป็นการปิดท้ายอีกเช่นเคย จนได้โรตีแป้งกรอบนอกและมีเผือกนุ่มร้อนๆอยู่ข้างในน่ารับประทาน

สุดท้ายเมนูไฮไลท์ที่แนะนำให้ลิ้มลองคือ “โรตีหนานุ่ม” ซึ่งจะเอาแป้งโรตี 3 ก้อนมาปั้นรวมกันแล้วคลึงเป็นเส้นยาว จากนั้นก็ม้วนแป้งเป็นเกลียวนำลงไปทอดพอให้ด้านนอกกรอบไม่เกรียมมาก แล้วยกขึ้นเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย พี่ดาก็จะเอากระดาษมาขยุ้มแป้งโรตีร้อนๆและ ตบ 2-3 ครั้ง ก็จะได้โรตีที่มีผิวนอกกรอบและเนื้อในนุ่มน่ารับประทาน

นอกจากโรตีแสนอร่อยแล้ว ร้านโรตีของพี่ดายังมีเครื่องดื่มไว้บริการสำหรับให้ลูกค้าทานคู่กับโรตีอีกด้วย ทั้งชาร้อน กาแฟร้อน จิบแก้เลี่ยน และเครื่องดื่มเย็นๆดับกระหายอย่าง โกโก้ หรือว่าชามะนาว เรียกได้ว่ามาครั้งเดียวทั้งหวานและเย็นชื่นใจ

สำหรับการเดินทาง หากมาจากเส้นลาดพร้าว เลี้ยวเข้ามายังซอยโชคชัย 4 ประมาณ 2 กิโลเมตรจะพบโรงพยาบาลสยามเปาโลทางซ้ายมือ ให้ท่านเลี้ยวซ้ายแล้วขับตรงมาเรื่อยๆ จะพบสามแยก ให้ท่านเลี้ยวขวาเข้าสู่ซอยลาดพร้าว-วังหิน และสังเกตุเห็นป้ายหน้าร้านที่ปากซอยลาดพร้าว - วังหิน 31 ก็จะพบร้านโรตีลาดพร้าว – วังหิน 31 จุดสังเกตคือร้านจะอยู่ใกล้ๆกับวัดลาดพร้าวห่างกันไม่เกิน 200 เมตรค่ะ สามารถจอดรถบริเวณริมฟุตบาทหน้าร้านได้เลย และหากท่านมาจากซอยเสนานิคม ก็สามารถขับทะลุมาจากทางซอย ลาดพร้าว - วังหินได้เช่นเดียวกัน

ร้านโรตี ลาดพร้าว – วังหิน 31 นี้มีสาขาเดียวไม่มีสาขาอื่นใด เปิดขายตั้งแต่เที่ยงถึงสี่ทุ่มทุกวัน และรับออกงานตามสถานที่จัดเลี้ยงต่างๆ สามารถโทรมาสั่งจองล่วงหน้าได้ที่เบอร์ 02- 9316509

Special Thanks for www.moohin.com


Spa@Home ง่ายๆไม่ถึงร้อย


Health Corner

ในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้หากคุณต้องการผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมา ตลอดห้าหรือหกวันที่ผ่านมา การทำสปาอาจเป็นทางเลือกหนึ่่งที่ยังคงได้รับความนิยมและมีให้บริการมากมายหลายรูป แบบ ทั้งการทำทรีทเมนต์ด้วยสูตรบำรุงผิวต่างๆ การขัด การนวด การอาบน้ำแร่แช่น้ำนมหรือแม้แต่ล่าสุดที่เริ่มพบเห็นกันในกรุงเทพฯ ที่มีการนั่งแช่เท้าให้ปลาตัวน้อยๆมารุมตอดๆที่เท้าก็มี ซึ่งการทำสปาในบ้านนอกจากจะช่วยปรับเปลี่ยนบรรยากาศบ้านให้มีความรื่นรมย์ แล้วยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีให้แก่คุณและคนรักไปจนถึง ทุกคนในครอบครัวอีกด้วย


การทำสปานั้นไม่ได้เพิ่งจะมาได้รับความนิยมกันในสมัยนี้เท่านั้น แต่ประวัติของการทำสปานั้นมีมาเนิ่นนานตั้งแต่สมัยยุคกลางของอาณาจักรโรมัน ในปี ค.. 476 หรือประมาณพันกว่าปีมาแล้ว ซึ่งคำว่า สปา เป็นชื่อของเมืองเมืองหนึ่ง ในประเทศเบลเยี่ยม ที่ได้มีการค้นพบบ่อน้ำพุร้อนและได้มีการนำน้ำแร่จากบ่อน้ำไปใช้ล้างบาดแผลและรักษาอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ ซึ่งการแช่ตัวในน้ำพุร้อนนี้ให้ประโยชน์ทั้งการดูแลผิว การรักษาโรคผิวหนังและคลายเครียดได้เป็นอย่างดี โดยกระบวนการทำสปาที่นิยมกันในสมับนี้นั้นจะเริ่มตั้งแต่การขัดผิว การแช่ผิวหรือพอกบำรุง การนวดอโรมาและปิดท้ายด้วยการจิบชาสมุนไพร

Health Corner ฉบับนี้จึงจะมาเนรมิตบ้านของคุณให้กลายเป็นสปา ด้วยงบประมาณไม่ถึง 100 บาท แทบจะไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมว่าเพียง100 บาทจะทำได้อย่างไร เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

หลักการเนรมิตสปาง่ายๆนี้จะต้องมีองค์ประกอบด้วยกัน 5 อย่างคือ รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เพื่อเปิดประสาทการรับรู้ของสมอง และร่างกายได้ผ่อนคลายไปกับองค์ประกอบต่างๆอย่างเข้าถึงมากที่สุด

เริ่มจากรูป คือสถานที่ ที่เราจะใช้ปรนนิบัติร่างกายกันให้สบาย ควรเป็นบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท และมีอุณหภูมิเย็นสบาย ไม่ร้อนและไม่สว่างมากจนเกินไป จะเลือกห้องนั่งเล่น อ่างอาบน้ำ ระเบียง ริมสวน หรือมุมโปรดมุมใดมุมหนึ่งของบ้านมาสักหนึ่งมุมค่ะ จากนั้นเตรียมอ่างอาบน้ำ อ่างแช่เท้า เก้าอี้ผ้าใบและผ้าขนหนู เพื่อใช้ทำทรีทเมนต์ผิวตามใจชอบ แล้วตกแต่งด้วยเทียนและดอกไม้ในสวนเพิ่มบรรยากาศสักเล็กน้อย โดยเทียนนั้นราคาเริ่มตั้งแต่ 10-50 บาท บางชนิดก็เป็นเทียนทีมีกลิ่นหอมด้วย

รส คือ รสสัมผัสจากอาหารหรือเครื่องดื่ม ซึ่งหลังจากทำสปาแล้วเราจะมาจิบชาสมุนไพรอุ่นๆที่เราทำได้ง่ายๆ ดังนี้ ใช้ตะไคร้สด 2-3 ต้นทุบและหั่นเป็นท่อน ใบเตยสด 1ต้นหั่นเป็นท่อน ต้มกับน้ำ1ลิตร เมื่อเดือดแล้วยกลงเติมน้ำผึ้งเล็กน้อย ใส่กระติกเก็บความร้อน รอเสิร์ฟหลังจากทำทรีทเมนต์ผิวเสร็จเรียบร้อย

กลิ่น สามารถใช้เทียนหอม กำยาน หรือนำ้มันหอมระเหยกลิ่นที่ขอบหยดลงในชามน้ำอุ่น หรือในเตาตะเกียงพร้อมกับเทียนตกแต่งก็จะได้กลิ่นหอมอ่อนๆผ่อนคลาย กลิ่นที่มักนิยมกันในสปาได้แก่ กลิ่นเปปเปอร์มินท์ กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นมะลิ กลิ่นส้ม กลิ่นกุหลาบ เพียงเท่านี้บรรยากาศก็เริ่มจะหรูหราเหมือนสปามืออาชีพแล้วซึ่งราคานำ้มันหอมระเหยก็มีตั้งแต่ 20 บาทไปจนถึงหลักร้อยบาท

ต่อมาคือ เสียง เลือกเพลงแจ๊ส เพลงอะคูสติก หรือเพลงสไตล์บอสซ่าที่คุณชอบเปิดบรรเลงเบาๆเพื่อสร้างบรรยากาศและหลบหนีความวุ่นวายจากการทำงานที่เหนื่อยล้า หากจะลองเลือกเพลงสไตล์ Green Music สำหรับสปาและร้านอาหารต่างๆโดยเฉพาะก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและฟังตัวอย่างเพลงได้ที่นี่ www.thai.greenmusic.org

เมื่อได้สถานที่และบรรยากาศแบบสปามืออาชีพแล้วก็มาเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญองค์ประกอบที่ 5 คือสัมผัส นั่นก็คือการเตรียมทรีทเมนต์ที่เหมาะกับผิวและช่วยกันบำรุงผิวนั่นเอง Health Corner มีขั้นตอนเตรียมทรีทเมนต์อย่างง่ายๆที่สามารถใช้ขัดและแช่บำรุงผิวกายไปพร้อมๆกันได้ด้วยมาแนะนำดังนี้

ทรีทเมนต์สำหรับผิวกาย (ส่วนผสมสำหรับ 2ท่าน)

โยเกิร์ต 2 ถ้วย

เกลือแกงป่นละเอียด 6 ข้อนโต๊ะ

ขมิ้นปอกเปลือกบดละเอียด 2 แง่ง

เนื้อมะขามเปียก 1 ถ้วย ต้องแกะเม็ดและฝักออกให้หมดแช่น้ำไว้ให้นิ่มจากนั้นเทน้ำทิ้งเหลือเพียงเนื้อมะขาม

วิธีการทำคือ ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วใช้ทรีทเมนต์ขัดผิวกายเบาๆจากนั้นพอกทิ้งไว้ หรือจะแช่ตัวในอ่างน้ำอุ่นประมาณ 20-30 นาทีแล้วล้างออก ซับด้วยผ้าขนหนู

ซึ่งสูตรสำหรับผิวกายนี้จะประกอบไปด้วยวิตามินและคุณค่าจากธรรมชาติ จากโยเกิร์ตที่มีกรดน้ำนมอ่อนๆช่วยผลัดเซลล์ผิว ลดเลือนริ้วรอย เพิ่มความนุ่มเนียนและไม่ทำให้ผิวแห้งตึง เกลือมีสรรพคุณช่วยดูดความร้อนและพาตัวยาสมุนไพรเข้าสู่ผิวหนัง มะขามเปียกมี AHA จากธรรมชาติช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส ส่วนขมิ้นชันมีสรรพคุณทำให้ผิวหน้านุ่มนวล รักษาแผลและลดการอักเสบ นอกจากนี้ขมิ้นชั่นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอกอีกด้วยจากนั้นเราไปดูวิธีการทำทรีทเมนต์สำหรับผิวหน้ากันต่อด้วยมาร์คสูตรน้ำผึ้งและน้ำส้ม

(ส่วนผสมสำหรับ 2 ท่าน)

น้ำผึ้ง 3 ข้อนโต๊ะ
น้ำส้มคั้น
1 ข้อนโต๊ะ

โยเกิร์ต 2 ข้อนโต๊ะ

สูตรนี้เป็นมาร์คที่ให้ความเปล่งปลั่งและสดชื่นกับผิว เหมาะสำหรับผิวทุกชนิด และสามารถใช้พอกบริเวณรอบตาและปากได้ด้วยโดยน้ำผึ้งนั้นช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น สมานแผลและขจัดผิวหยาบกร้าน ส่วนน้ำส้มนั้นอุดมไปด้วย AHAและวิตามินซีสดๆจากธรรมชาติช่วยให้ผิวหน้ากระจ่างใส และโยเกิร์ตช่วยเพิ่มความนุ่มเนียนและขจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพอย่างอ่อนโยน

วิธีทำ

  1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน

  2. ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับหน้าให้แห้ง

  3. เช็ดด้วยน้ำหรือโทนเนอร์เบา ๆ เพื่อเปิดรูขุมขน แล้วทาด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์บาง ๆ
และเมื่อทำทรีทเมนต์ทั้ง 2 สูตร ก็ปิดท้ายด้วยการนวดผิวกายเบาๆโดยเน้นที่บ่า คอและไหล่ไปจนทั่วแผ่นหลัง ด้วยน้ำมันอโรมาหรือโลชั่นกลิ่นหอมอ่อนๆให้แก่กันซึ่งเรามักเมื่อยล้าจากการนั่งโต๊ะและใช้สายตาเป็นเวลานานๆ ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำสปา
จากนั้นควรเสื้อผ้าบางเบา แล้วนั่งพักผ่อนพร้อมจิบชาสมุนไพรที่เตรียมไว้ ซึ่งจะเป้นการจิบชาสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในบรรยากาศที่รื่นรมย์ ทำให้ 1วันหยุดสุดสัปดาห์กลายเป็นวันแห่งความสุขอย่างง่ายๆได้ด้วยงบที่สบาย กระเป๋า แถมยังได้ชาร์จแบตเตรียมร่างกายและสมองเพื่อพร้อมรบกับงานในเช้าวันใหม่อีก ด้วย

Tip
แนะนำว่าควรใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆที่สกัดมาจากธรรมชาติแท้ๆเพื่อเพิ่มอาหารผิวและได้สรรพคุณจากธรรมชาติโดยตรง เช่นนำมันสกัดจากผิวส้มช่วยขจัดเซลลูไลท์ น้ำมันสกัดจากเปปเปอร์มินท์หรือการบูรช่วยบำรุงหัวใจ น้ำมันสกัดจากดอกกุหลาบช่วยให้การนอนหลับหลับสนิทยิ่งขึ้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาและเวชสำอางค์ราคาส่ง ในราคาเริ่มต้นที่ 15 บาท ถึงหลักร้อยบาท หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายที่ขายปลีกและส่งเช่น www.honghuat.com

สรุปงบประมาณจากอุปกรณ์ที่ใช้ไปทั้งหมด

เทียนหอม และน้ำมันหอมระเหยประมาณ 20-50 บาท

สมุนไพรต่างๆ 10 บาท

เกลือแกง 10 บาท

ขมิ้นชัน 10 บาท

มะขามเปียก 10 บาท

โยเกิร์ต 24 บาท

Idyllic ไอดีลลิค สวรรค์บนเกาะหลีเป๊ะ











ไอดีลลิค เจ้าของคอนเซ็ปบูทีคโฮเตลที่เน้นความเรียบหรู ได้นำเอาความสะดวกสบายผสานเข้ากับความเป็นธรรมชาติของท้องทะเลได้อย่างลงตัว ทั้งการตกแต่งเรียบง่ายของตัวอาคารที่ใข้วัสดุธรรมขาติในเส้นสายที่แสดงความแข็งแกร่งของโครงสร้างมาตัดกับความอ่อนโยนของท้องฟ้ากว้างที่โอบล้อมรอบรีสอร์ท ไร้ซึ่งความวุ่นวายในเมืองและการตกแต่งที่มากลบความสวยงามตามธรรมชาติ

สำหรับแนวคิดของไอดีลลิคจะเน้นการจัดเลย์เอาท์เพิ่มพื้นที่ส่วนตัวให้กับบ้านพักทุกหลัง เพื่อให้แขกผู้ที่เข้าพักมีความเป็นส่วนตัวสูง เงียบสงบและมีความสุขกับการใกล้ชิดธรรมชาติ เพราะสามารถเดินลงย่ำเท้าลงบนผืนทรายเบื้องหน้าได้ใกล้เพียงไม่กี่ก้าว และนอกจากนี้ยังมีกิจกรรมทางน้ำไว้รอรับท่านที่รักการผจญภัยให้ได้ดำดิ่งลงไปชมความงดงามของปะการังและฝูงปลาน้อยใหญ่ที่มารอต้อนรับอยู่ตรงท้องน้ำเบื้องหน้าอีกด้วย


ภายในบ้านพักทั้ง 16 ห้องนอกจากจะมีความเรียบทันสมัยภายนอกแล้วภายในนั้นยังมีความสะดวกสบายครบครันระดับโรงแรมห้าที่ซ่อนตัวไว้ในห้องพักขนาดย่อม ให้คุณรู้สึกเหมือนยกบ้านของคุณมาไว้ที่ชายหาดเเห่งนี้ สามารถเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงานหนักมาตลอดทั้งสัปดาห์กับวิิวนอกหน้าต่างที่ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลายไปกับเกลียวคลื่นและท้องฟ้าสดใส ให้คุณพร้อมรับการทำงานที่เร่งรีบวุ่นวายในวันใหม่


ซัมเมอร์นี้หากคุณยังไม่มีโปรแกรมในใจว่าจะพาคนรักหรือครอบครัวไปเที่ยวที่ไหน ไอดีลลิคบนเกาะหลีเป๊ะสวรรค์แห่งท้องทะเลนี้คืออีกหนึ่งปลายทางที่คุณควรมาสัมผัสสักครั้ง ด้วยเสน่ห์ของหาดทรายขาวละมุน ผสานกลื่นอายทะเลที่ใสราวกับกระจกนี้จะทำให้คุณเพลิดเพลินจนเกินบรรยายและอยากหยุดเวลาไว้ที่นี่ตลอดหน้าร้อนนี้เลยทีเดียว..

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.idyllicresort.com